Digital Product Passport สำหรับเสื้อผ้ายังไม่บังคับตอนนี้ กฎลูกสำหรับสิ่งทอคาดว่าจะออกช่วงปลายปี 2026 ถึง 2027 บวกช่วงเปลี่ยนผ่านอีกอย่างน้อย 18 เดือน การบังคับจริงจึงน่าจะเริ่มราวปี 2027 ถึง 2028 ข้อมูลที่ต้องเตรียมคือส่วนผสมเส้นใย แหล่งผลิตแต่ละขั้น และเอกสารมาตรฐานสารเคมี
รายละเอียดทางเทคนิคของ DPP สำหรับสิ่งทอยังอยู่ในขั้นร่าง กฎลูกฉบับสมบูรณ์ยังไม่ออก ตัวเลขและรายการข้อมูลในหน้านี้จึงเป็นแนวทางที่คาดการณ์จากเอกสารทางการและผู้เชี่ยวชาญ
ไทม์ไลน์บังคับใช้ถึงไหนแล้ว
- 18 กรกฎาคม 2024 กฎแม่ ESPR หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation ซึ่งเป็น Regulation (EU) 2024/1781 มีผลบังคับใช้
- เมษายน 2025 คณะกรรมาธิการยุโรปออกแผนงานฉบับแรกปี 2025 ถึง 2030 จัดสิ่งทอไว้ในกลุ่มลำดับต้น
- ปลายปี 2026 ถึง 2027 คาดว่ากฎลูกสำหรับสิ่งทอจะออก ระบุรายละเอียด DPP
- บวกอีก 18 เดือน เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านขั้นต่ำก่อนบังคับจริง
- ราวปี 2027 ถึง 2028 เป็นต้นไป เริ่มบังคับกับเสื้อผ้ารุ่นใหม่ที่วางขายใน EU
เหตุผลที่สิ่งทออยู่ลำดับต้นคืออุตสาหกรรมแฟชั่นถูกมองว่าสร้างขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง อีกส่วนหนึ่งของ ESPR ที่บังคับเร็วกว่า DPP คือการห้ามทำลายเสื้อผ้าที่ขายไม่ออก รายละเอียดและไทม์ไลน์อยู่ที่ EU ห้ามทำลายเสื้อผ้าค้างสต๊อก
ต้องมีข้อมูลอะไรใน DPP บ้าง
| กลุ่มข้อมูล | ตัวอย่างสิ่งที่ต้องระบุ |
|---|---|
| ส่วนผสมวัสดุ | ชนิดและสัดส่วนเส้นใย เปอร์เซ็นต์วัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่ได้รับการรับรอง |
| แหล่งผลิต | ประเทศและแหล่งผลิตในแต่ละขั้นตอน เช่นย้อม ตกแต่งสำเร็จ ตัดเย็บ |
| สารเคมี | การปฏิบัติตามมาตรฐาน REACH และรายการสารต้องห้าม |
| ตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อม | คาร์บอนฟุตพรินต์ การใช้น้ำและพลังงาน คาดว่าทยอยบังคับในระยะถัดไป |
| การตรวจสอบย้อนกลับ | ซัพพลายเออร์อย่างน้อยระดับ tier 1 ถึง 2 |
| ความทนทานและปลายทาง | คำแนะนำการดูแล การซ่อม และแนวทางรีไซเคิลเมื่อเลิกใช้ |
ข้อมูลทั้งหมดเข้าถึงผ่านตัวพาข้อมูลหรือ data carrier ที่คาดว่าจะเป็น QR code ติดบนป้ายหรือตัวสินค้า
หลายช่องในตารางคือสิ่งที่โรงงานมาตรฐานมีอยู่แล้ว เช่นส่วนผสมเส้นใยและการผ่านมาตรฐานสารเคมี ใครที่อ่าน PFAS สารเคมีตกค้างในเสื้อผ้า หรือ ผ้ารีไซเคิลกับมาตรฐาน GRS มาแล้วจะเห็นว่า DPP คือการรวบข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นระบบเดียว
กฎนี้ไม่เลือกสัญชาติผู้ผลิต
จุดที่แบรนด์ไทยต้องขีดเส้นใต้คือกฎผูกกับตลาดที่วางขาย ไม่ได้ผูกกับที่ตั้งโรงงาน แบรนด์ที่ผลิตในไทย เวียดนาม หรือบังกลาเทศ แต่ส่งไปขายในเยอรมนีหรือฝรั่งเศส ต้องทำ DPP เหมือนแบรนด์ยุโรปทุกประการ
ในทางกลับกัน ความโปร่งใสของข้อมูลกำลังกลายเป็นจุดขายที่แยกแบรนด์จริงจังออกจากของถูกที่ผลิตจำนวนมาก มุมการแข่งขันเรื่องนี้อยู่ที่ แบรนด์เสื้อไทยอยู่รอดยุค Shein และ Temu ยังไง
ห้าอย่างที่แบรนด์ไทยเก็บได้ตั้งแต่วันนี้
- เก็บสเปกเส้นใยทุกสินค้า ระบุชนิดผ้าและสัดส่วนให้ชัด เช่นคอตตอน 100% หรือ TC 60/40 พื้นฐานอยู่ที่ Combed กับ OE ต่างกันยังไง
- บันทึกแหล่งผลิตแต่ละขั้น ผ้าจากไหน ย้อมที่ไหน ตัดเย็บที่ไหน เป็นข้อมูลพื้นฐานของการตรวจสอบย้อนกลับ
- เก็บใบรับรองมาตรฐาน เช่น OEKO-TEX GRS หรือผลทดสอบสารเคมี ไว้เป็นหลักฐานพร้อมใช้
- ทำคู่มือดูแลและรีไซเคิล วิธีซัก การดูแลให้ใช้ได้นาน และแนวทางจัดการเมื่อเลิกใช้
- เลือกพาร์ตเนอร์ผลิตที่ให้ข้อมูลได้ โรงงานที่ตอบเรื่องที่มาของผ้าและกระบวนการได้ จะทำให้การทำ DPP ในอนาคตง่ายขึ้นมาก
ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้มีค่าเฉพาะตอนส่งออก แต่สร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าไทยที่ใส่ใจที่มาของสินค้ามากขึ้นทุกปีด้วย
ข้อมูลชุดนี้ยังเป็นร่าง
กฎลูกสำหรับสิ่งทอยังไม่ออกอย่างเป็นทางการ ณ วันที่เผยแพร่ รายการข้อมูล วันเริ่มบังคับที่แน่นอน และเกณฑ์ขนาดกิจการอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีประกาศจริง เนื้อหาที่นี่รวบรวมจากกฎแม่ ESPR เอกสารของคณะกรรมาธิการและรัฐสภายุโรป และบทวิเคราะห์ของหน่วยงานทดสอบกับที่ปรึกษา หากตัดสินใจส่งออกจริง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศประกอบ
ทีมงาน Thana Plus 153 ให้ข้อมูลผ้า แหล่งที่มา และเอกสารมาตรฐานที่ใช้ในงานผลิตได้ตั้งแต่ขั้นเสนอราคา
แหล่งอ้างอิง
- European Commission – Implementing the Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR)
- European Commission – New EU rules to stop destruction of unsold clothes and shoes
- European Parliament – Digital product passport for the textile sector (Study, 2024)
- Intertek – The Clock is Ticking: Get Ready for the EU’s Ecodesign & Digital Product Passport
- Carbonfact – Digital Product Passport for Textiles: What Fashion Brands Need to Know



