สร้างแบรนด์

19 ก.ค. 2026 EU ห้ามเผาเสื้อค้างสต๊อก ใครเข้าเกณฑ์บ้าง

Written By

ทีมงาน Thana Plus 153

กองเสื้อผ้าค้างสต๊อกวางเรียงคู่สัญลักษณ์รีไซเคิล สื่อถึงทางเลือกแทนการทำลายทิ้ง

ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 สหภาพยุโรปห้ามบริษัทขนาดใหญ่ทำลายเสื้อผ้า เครื่องประดับแต่งกาย และรองเท้าที่ขายไม่ออกในตลาด EU ภายใต้ระเบียบ ESPR บริษัทขนาดกลางตามมาในปี 2030 ส่วนธุรกิจเล็กและไมโครได้รับการยกเว้น

เกณฑ์ขนาดกิจการที่เข้าข่าย

ขนาดกิจการเกณฑ์คร่าว ๆเริ่มบังคับ
บริษัทขนาดใหญ่เข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ พนักงานมากกว่า 250 คน รายได้มากกว่า 50 ล้านยูโร สินทรัพย์รวมมากกว่า 25 ล้านยูโร19 ก.ค. 2026
บริษัทขนาดกลางพนักงาน 50 ถึง 249 คน รายได้ไม่เกิน 50 ล้านยูโรปี 2030
ธุรกิจเล็กและไมโครพนักงานน้อยกว่า 50 คน งบดุลต่ำกว่า 10 ล้านยูโรได้รับการยกเว้น

กฎผูกกับผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาด EU ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตยุโรป จึงรวมถึงผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย บริษัทขนาดใหญ่ยังต้องเปิดเผยข้อมูลประจำปีว่าทำลายสินค้าไปเท่าไร น้ำหนักเท่าไร ด้วยเหตุผลใด และใช้ข้อยกเว้นข้อไหน ส่วนบทลงโทษหากฝ่าฝืนอาจถึงขั้นห้ามวางขายในตลาด เรียกคืนสินค้า หรือปรับเป็นสัดส่วนของยอดขายใน EU

อะไรนับว่าเป็นการทำลาย และต้องทำอะไรแทน

นิยามของการทำลายตามกฎนี้กว้างกว่าที่คิด ครอบคลุมทั้งการทิ้งเป็นขยะ การนำไปเผาเพื่อผลิตพลังงาน และแม้แต่การส่งรีไซเคิลก็ถือเป็นทางเลือกท้าย ๆ ที่ต้องพิสูจน์ก่อนว่าไม่มีทางนำกลับมาใช้ที่ดีกว่า

ลำดับที่ต้องพิจารณาก่อนคือนำกลับมาขายใหม่ ลดราคา บริจาค ซ่อมหรือรีเมค แล้วจึงถึงรีไซเคิล การทำลายทิ้งทำได้เฉพาะกรณีมีเหตุผลด้านความปลอดภัยหรือสินค้าเสียหายจนใช้ไม่ได้ พร้อมเอกสารยืนยัน

หัวใจของกฎไม่ใช่แค่ห้ามเผา แต่คือการบังคับให้แบรนด์วางแผนไม่ให้เกิดของเหลือตั้งแต่แรก

ตัวเลขที่ทำให้ EU ออกกฎนี้

ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรปพบว่าเสื้อผ้าและสิ่งทอที่วางขายในตลาดยุโรปราว 4 ถึง 9% ถูกทำลายทิ้งก่อนถึงมือผู้ใช้ คิดเป็นน้ำหนักระหว่าง 264,000 ถึง 594,000 ตันต่อปี ขณะที่เฉพาะในฝรั่งเศสประเทศเดียว มีสินค้าค้างสต๊อกถูกทำลายมูลค่าราว 630 ล้านยูโรต่อปี

SME ไทยไม่โดนตรง แต่ประมาทไม่ได้เพราะสามข้อ

แบรนด์เสื้อยืดและโรงงานรับผลิตขนาด SME ในไทยเกือบทั้งหมดไม่เข้าเกณฑ์บริษัทขนาดใหญ่ และธุรกิจเล็กกับไมโครยังได้รับการยกเว้น แต่มีสามเหตุผลที่ยังต้องติดตาม

  1. แรงกดดันไหลลงตามซัพพลายเชน ถ้ารับจ้างผลิตหรือส่งออกให้แบรนด์ใหญ่ในยุโรป ลูกค้าปลายทางที่ต้องทำตามกฎจะส่งเงื่อนไขเรื่องเอกสาร ปริมาณสั่งผลิต และแผนจัดการของค้างสต๊อกไล่ลงมาถึงโรงงานต้นน้ำ
  2. เป็นสัญญาณทิศทางของทั้งตลาด เมื่อรวมกับกฎ Digital Product Passport ที่กำลังจะบังคับใช้ โลกกำลังเดินเข้าสู่โมเดลผลิตตามดีมานด์จริง รายละเอียดอยู่ที่ DPP เสื้อผ้าเริ่มบังคับปีไหน
  3. ของค้างสต๊อกคือต้นทุนจมของคุณเองอยู่แล้ว ไม่ต้องรอ EU มาบังคับ การผลิตเกินความต้องการคือเงินที่แช่อยู่ในโกดัง

ห้าวิธีผลิตเท่าที่ขายได้

  1. เริ่มจากล็อตเล็ก แล้วค่อยรีออเดอร์ ผลิตจำนวนน้อยเพื่อทดสอบตลาดก่อน เห็นว่าลายไหนไซซ์ไหนขายดีค่อยเติม ขั้นตอนอยู่ที่ เช็กลิสต์ก่อนสั่งผลิตเสื้อยืดล็อตแรก
  2. ใช้พรีออเดอร์หรือ Print on Demand กับสินค้าเสี่ยง ลายที่ยังไม่แน่ใจยอดให้เปิดพรีออเดอร์เก็บยอดก่อนผลิต เทียบข้อดีข้อเสียได้ที่ Print on Demand เทียบกับสั่งผลิตจริง
  3. วางเส้นโค้งไซซ์ให้ตรงจริง ของค้างสต๊อกจำนวนมากคือไซซ์สุดโต่งที่สั่งมาเกิน เก็บสถิติยอดขายจริงแล้วสั่งตามสัดส่วนที่ขายออก
  4. แยกงบลายชัวร์กับลายทดลอง ลายที่พิสูจน์แล้วว่าขายดีค่อยผลิตล็อตใหญ่เพื่อกดต้นทุนต่อตัว
  5. มีแผนสำหรับของเหลือไว้ล่วงหน้า ตั้งช่องทางระบายสต๊อกไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งเซลล้างสต๊อก มัดรวมขายเป็นเซ็ต บริจาค หรือส่งอัปไซเคิล

ถ้ารับผลิตให้แบรนด์ใหญ่ต้องเตรียมอะไร

  • ทำระบบเอกสารให้พร้อม ลูกค้าใหญ่จะขอหลักฐานว่าปริมาณสั่งผลิตสัมพันธ์กับยอดขายจริง และมีแผนจัดการของค้างสต๊อก
  • เตรียมข้อมูลวัสดุและการดูแล สอดคล้องกับทิศทาง Digital Product Passport ที่ต้องแนบข้อมูลองค์ประกอบผ้าและการดูแลรักษา
  • เสนอทางเลือกวัสดุที่รีไซเคิลหรือย่อยง่าย ช่วยให้แบรนด์ปลายทางจัดการปลายทางของสินค้าได้ง่ายขึ้น แนวทางอยู่ที่ ผ้ารีไซเคิลกับมาตรฐาน GRS และ OEKO-TEX
  • ชูจุดขายผลิตตามสั่งไม่มีของทิ้ง เป็นข้อได้เปรียบทางการตลาดกับคู่ค้าที่ต้องรายงานความยั่งยืน

ทีมงาน Thana Plus 153 ช่วยวางจำนวนสั่งผลิตให้พอดีกับยอดขายจริง เริ่มจากล็อตเล็กแล้วเติมตามยอดได้

แหล่งอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

กฎนี้เริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่

ข้อห้ามทำลายเสื้อผ้า เครื่องประดับแต่งกาย และรองเท้าที่ขายไม่ออก เริ่มบังคับกับบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ส่วนบริษัทขนาดกลางจะตามมาในปี 2030 และธุรกิจขนาดเล็กกับไมโครได้รับการยกเว้น

บริษัทขนาดใหญ่ตามกฎนี้วัดจากอะไร

เข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ คือมีพนักงานมากกว่า 250 คน รายได้มากกว่า 50 ล้านยูโร หรือสินทรัพย์รวมมากกว่า 25 ล้านยูโร กฎยังผูกกับผู้ที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาด EU ซึ่งรวมผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มออนไลน์

ถ้าของค้างสต๊อกจริง ๆ ต้องทำอะไรแทน

กฎกำหนดให้เลือกทางอื่นก่อนเสมอ ได้แก่นำกลับมาขายใหม่ ลดราคา บริจาค ซ่อมหรือรีเมค และรีไซเคิลเป็นทางเลือกท้าย ๆ การทำลายทิ้งทำได้เฉพาะกรณีมีเหตุผลด้านความปลอดภัยหรือสินค้าเสียหายจนใช้ไม่ได้ พร้อมเอกสารยืนยัน

SME ไทยโดนกฎนี้ไหม

ส่วนใหญ่ไม่โดนโดยตรง เพราะรอบแรกบังคับเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าในตลาด EU และธุรกิจเล็กกับไมโครได้รับการยกเว้น แต่ถ้ารับผลิตหรือส่งออกให้แบรนด์ใหญ่ในยุโรป ลูกค้าปลายทางมักส่งเงื่อนไขเรื่องเอกสารและการจัดการของค้างสต๊อกไล่ลงมา

บทลงโทษถ้าฝ่าฝืนคืออะไร

อาจรุนแรงถึงขั้นห้ามวางขายในตลาด เรียกคืนสินค้า หรือปรับเป็นสัดส่วนของยอดขายใน EU นอกจากนี้บริษัทขนาดใหญ่ยังต้องเปิดเผยข้อมูลประจำปีว่าทำลายสินค้าไปเท่าไร น้ำหนักเท่าไร ด้วยเหตุผลใด และใช้ข้อยกเว้นข้อไหน

สนใจผลิตเสื้อกับ THANAPLUS? เริ่มจากบริการที่ตรงกับงานของคุณได้เลย

ปรึกษาฟรีและขอใบเสนอราคาทาง LINE @TNP153