เนื้อผ้า

ผ้าลดกลิ่นอับสำหรับยูนิฟอร์ม ขอผลทดสอบอะไรบ้าง

Written By

ทีมงาน Thana Plus 153

เสื้อยูนิฟอร์มพับเรียบวางคู่ใบมินต์สด สื่อถึงผ้าที่ไม่สะสมกลิ่นหลังใส่ทั้งวัน

ผ้าแอนตี้แบคทีเรียที่ซื้อได้จริงต้องมีผลทดสอบตามมาตรฐานสากลแนบมาด้วย ไม่ใช่แค่คำบนป้าย สองมาตรฐานที่ใช้กันมากที่สุดคือ ISO 20743 และ AATCC 100 และต้องขอผลแบบ “หลังซักกี่ครั้ง” ประกอบเสมอ เพราะผ้าที่วัดตอนยังใหม่มักได้ค่าสวยทุกผืน

สำหรับร้านอาหาร คาเฟ่ ฟิตเนส และทีมกีฬา กลิ่นอับบนยูนิฟอร์มกระทบภาพลักษณ์แบรนด์โดยตรง พนักงานที่ยืนหน้าร้านทั้งวันแล้วเสื้อเริ่มมีกลิ่นตั้งแต่บ่าย ลูกค้าสัมผัสได้ทันที

ขอผลทดสอบอะไรจากโรงงานบ้าง

ISO 20743 ชื่อเต็มคือ Textiles — Determination of antibacterial activity of textile products วัดฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียโดยเทียบจำนวนเชื้อบนผ้าทดสอบกับผ้าควบคุม เกณฑ์ที่ห้องแล็บใช้อ้างอิงคือ

  • ค่าลดเชื้อหรือ log reduction ตั้งแต่ 2 ขึ้นไปแต่ต่ำกว่า 3 ถือว่ามีนัยสำคัญ
  • ค่าลดเชื้อตั้งแต่ 3 ขึ้นไป ถือว่าฤทธิ์แรง

AATCC 100 เป็นมาตรฐานฝั่งสหรัฐฯ ที่รายงานเป็นเปอร์เซ็นต์การลดเชื้อ คำนวณจาก (เชื้อบนผ้าควบคุม − เชื้อบนผ้าทดสอบ) ÷ เชื้อบนผ้าควบคุม × 100 ตัวอย่างเช่นผ้าควบคุมมีเชื้อ 100,000 CFU แต่ผ้าที่เคลือบเหลือ 1,000 CFU เท่ากับลดเชื้อได้ 99%

ห้าข้อที่ควรถามโรงงานก่อนเปิดล็อต

  1. ใช้เทคโนโลยีอะไร ซิลเวอร์ silver-free หรือจากพืช และเป็นการเคลือบหรือถักในเส้นใย
  2. มีผลทดสอบ ISO 20743 หรือ AATCC 100 ไหม ค่าลดเชื้อเท่าไหร่
  3. ทดสอบหลังซักกี่ครั้ง และค่ายังผ่านเกณฑ์อยู่หรือไม่
  4. ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยเคมีอย่าง OEKO-TEX หรือไม่
  5. ต้นทุนต่อตัวเพิ่มขึ้นเท่าไหร่เทียบกับผ้าปกติ ที่ยอดสั่งจริงของเรา

ทำไมเสื้อโพลีเอสเตอร์ถึงเหม็นเร็วกว่าผ้าฝ้าย

เหงื่อของคนแทบไม่มีกลิ่นในตัวมันเอง กลิ่นเกิดตอนแบคทีเรียบนผิวหนังและบนผ้าย่อยสารในเหงื่อแล้วปล่อยสารระเหยหรือ VOCs ออกมา ยิ่งอากาศร้อนชื้น ผ้าอมความชื้นนาน แบคทีเรียยิ่งเพิ่มจำนวนเร็ว

โครงสร้างเส้นใยโพลีเอสเตอร์กักคราบมันและแบคทีเรียได้มากกว่าผ้าฝ้าย เสื้อกีฬาโพลีเอสเตอร์จึงมักเหม็นเร็วกว่าที่คาด ทั้งที่ระบายเหงื่อได้ดี การแก้จึงต้องมองทั้งชนิดผ้าและเทคโนโลยีลดเชื้อควบคู่กัน ดูวิธีเลือกผ้าระบายเหงื่อได้ที่ ผ้าระบายเหงื่อและกันยูวีสำหรับยูนิฟอร์มกับเสื้อกีฬา

ซิลเวอร์ไอออนกับสูตร silver-free ต่างกันตรงไหน

แนวทางหลักการทำงานตัวอย่างที่พบบ่อยจุดเด่น
ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อปล่อยไอออนโลหะทำลายผนังเซลล์แบคทีเรียซิลเวอร์ไอออน สังกะสี ทองแดงลดจำนวนเชื้อได้จริงตามค่าทดสอบ
จัดการกลิ่นจับหรือสลายโมเลกุลกลิ่นโดยไม่ฆ่าเชื้อHeiQ Fresh และสูตรจากพืชเลี่ยงสารชีวฆาต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่า

ซิลเวอร์ไอออนเป็นกลุ่มที่มีงานวิจัยและสิทธิบัตรรองรับมากที่สุด ทำงานโดยปล่อยประจุเงินทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และรบกวนการทำงานของแบคทีเรีย จุดแข็งคือลดจำนวนเชื้อได้ชัดตามตัวเลข ข้อจำกัดคือประสิทธิภาพลดลงตามจำนวนครั้งซักถ้าการเคลือบไม่ดีพอ

สูตร silver-free มาแรงขึ้นเพราะแบรนด์ต้องการเลี่ยงสารชีวฆาตและตอบโจทย์ความยั่งยืน เช่นเทคโนโลยี HeiQ Fresh ที่ผู้ผลิตระบุว่าเป็นกลุ่มคุมกลิ่นแบบปลอดซิลเวอร์ โดยเข้าจัดการที่ VOCs ต้นตอของกลิ่นแทนการฆ่าเชื้อ

สารตกค้างบนผ้าปลอดภัยแค่ไหน

เคลือบให้ฆ่าเชื้อได้แต่สารตกค้างเป็นอันตรายต่อผิวก็ไม่คุ้ม จุดนี้ดูใบรับรองด้านความปลอดภัยเคมีควบคู่กัน

  • OEKO-TEX STANDARD 100 และ ECO PASSPORT ควบคุมสารตกค้างที่เป็นอันตรายทั้งในสิ่งทอและในน้ำยาเคลือบ ทั้ง Polygiene และ HeiQ Fresh ต่างระบุว่าผ่าน ECO PASSPORT
  • bluesign เน้นกระบวนการผลิตสะอาด ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและคุมความปลอดภัยของสารเคมี

หลักคิดเดียวกับเรื่องสารตกค้างกลุ่มอื่น คือขอเอกสารรับรองทุกครั้ง อย่าเชื่อแค่ป้าย รายละเอียดอยู่ที่ PFAS สารเคมีตกค้างในเสื้อผ้า

จ่ายเพิ่ม 15-25% คุ้มกับงานแบบไหน

แหล่งข้อมูลในอุตสาหกรรมประเมินว่าเส้นด้ายเคลือบซิลเวอร์ทำให้ต้นทุนผ้าสูงขึ้นราว 15-25% ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการที่ขึ้นกับชนิดผ้าและปริมาณสั่ง งานที่คุ้มกับส่วนต่างนี้คือยูนิฟอร์มพนักงานที่ใส่ทั้งวันในที่ร้อนอย่างครัวร้านอาหาร บาริสต้า และพนักงานส่งของ เสื้อกีฬาที่เหงื่อออกมากและมักใส่ซ้ำก่อนซัก และเสื้อโปโลองค์กรที่อยากยกระดับเป็นของพรีเมียม

ส่วนงานที่ยังไม่จำเป็นคือเสื้อแจกอีเวนต์ที่ใส่ครั้งเดียว และเสื้อแฟชั่นที่ซักบ่อยอยู่แล้ว กลุ่มนี้ลงทุนกับเนื้อผ้าดีและงานตัดเย็บเรียบร้อยจะคุ้มกว่า ถ้าทำยูนิฟอร์มร้านอาหารหรือคาเฟ่ ดูแนวทางเลือกผ้าประกอบที่ สั่งทำผ้ากันเปื้อนร้านอาหารและคาเฟ่ และ เลือกเนื้อผ้าเสื้อโปโลยูนิฟอร์มบริษัท

ส่งลักษณะงานและงบต่อตัวมาให้ทีมงาน Thana Plus 153 ประเมิน เราขอผลทดสอบจากโรงงานผ้าให้ดูก่อนเปิดล็อตได้

แหล่งอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

ค่าลดเชื้อเท่าไหร่ถึงเรียกว่าผ่าน

ตามเกณฑ์ที่ห้องแล็บใช้อ้างอิงกับ ISO 20743 ค่าลดเชื้อหรือ log reduction ตั้งแต่ 2 ขึ้นไปแต่ต่ำกว่า 3 ถือว่ามีนัยสำคัญ ส่วนตั้งแต่ 3 ขึ้นไปถือว่าฤทธิ์แรง ตัวเลขต่ำกว่า 2 ยังไม่ควรนับเป็นผ้าแอนตี้แบคทีเรีย

ต้องขอผลทดสอบหลังซักด้วยไหม

ต้องขอ เพราะผ้าที่ทดสอบตอนยังใหม่มักได้ค่าสวยเสมอ แต่ถ้าการเคลือบไม่ดีค่าจะตกภายในไม่กี่ครั้งซัก เทคโนโลยีระดับแบรนด์อย่าง Polygiene และ HeiQ Fresh ออกแบบให้คงประสิทธิภาพหลังซัก 50 ครั้งขึ้นไป ให้ใช้ตัวเลขนี้เป็นหมุดเทียบ

ผ้าแอนตี้แบคทีเรียกับผ้าลดกลิ่นอับเป็นอย่างเดียวกันไหม

ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ผ้าแอนตี้แบคทีเรียเน้นยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย ส่วนผ้าลดกลิ่นบางสูตรจัดการที่โมเลกุลกลิ่นโดยตรงโดยไม่ฆ่าเชื้อ เวลาสั่งผลิตต้องระบุให้ชัดว่าต้องการคุณสมบัติแบบไหน

ผ้าเคลือบสารลดเชื้อปลอดภัยกับผิวไหม

ปลอดภัยถ้าเลือกสูตรที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยเคมีอย่าง OEKO-TEX ECO PASSPORT หรือ STANDARD 100 ซึ่งควบคุมสารตกค้าง ควรเลี่ยงสารกลุ่มที่มีข้อกังวลอย่าง triclosan และขอเอกสารรับรองก่อนสั่งล็อตใหญ่ทุกครั้ง

ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่

แหล่งข้อมูลในอุตสาหกรรมประเมินว่าเส้นด้ายที่เคลือบซิลเวอร์ทำให้ต้นทุนผ้าสูงขึ้นราว 15-25% เป็นตัวเลขประมาณการที่ขึ้นกับชนิดผ้าและปริมาณสั่ง ควรขอราคาเทียบกับผ้าปกติที่ยอดสั่งจริงของตัวเอง

สนใจผลิตเสื้อกับ THANAPLUS? เริ่มจากบริการที่ตรงกับงานของคุณได้เลย

ปรึกษาฟรีและขอใบเสนอราคาทาง LINE @TNP153